Market Segmentation คืออะไร
ข้อมูลเชิงลึกของการวิจัยตลาด

Market Segmentation คืออะไร และการแบ่งส่วนตลาดในประเทศไทย

Market segmentation คือการแบ่งส่วนตลาดขนาดใหญ่ให้เป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค เช่น ประชากรศาสตร์ พฤติกรรม หรือพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับสินค้า กลยุทธ์การตลาด และความพึงพอใจของลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มได้มากขึ้น ประเทศไทยมีทั้งตลาดเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ดังนั้น การทำ segmentation จึงต้องเข้าใจทั้งพฤติกรรมดิจิทัลและค่านิยมดั้งเดิมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค.

สารบัญ

แบรนด์ต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดในไทยมักทำพลาด 3 เรื่อง ได้แก่ คิดว่ากรุงเทพฯสะท้อนความต้องการผู้บริโภคทั้งประเทศ ใช้โมเดลประชากรศาสตร์แบบตะวันตกที่ไม่ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทย และมองข้ามความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มที่มีผลต่อการเข้าถึงผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม แม้ประเทศไทยจะมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 65.4 ล้านคน และบัญชีโซเชียลมีเดียกว่า 51 ล้านบัญชี [1] แต่ตัวเลขเหล่านี้มีโครงสร้างตลาดและวัฒนธรรมซ่อนอยู่ ซึ่งทำให้การแบ่งส่วนตลาดในไทยมีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น

การแบ่งส่วนตลาดตามภูมิศาสตร์  

การแบ่งส่วนตลาดตามภูมิศาสตร์ (Geographic market segmentation) ไม่ได้หมายถึงการแบ่งตามจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ที่ผู้บริโภคอาศัย

การแบ่งส่วนตลาดในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย

กรุงเทพมหานครและปริมณฑลคิดเป็นประมาณ 35% ของกิจกรรมค้าปลีกทั้งหมดของประเทศ และถือเป็นตลาดหลัก โมเดิร์นเทรด สินค้าพรีเมียม และอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากมีการรับรู้แบรนด์สูง (brand exposure) มีกำลังซื้อกระจุกตัว และคุ้นเคยกับแบรนด์ต่างประเทศเป็นอย่างดี จึงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง แตกต่างจากภาคอื่น ๆ จึงมีแนวทางการวิจัยตลาดที่ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น ๆ 

จังหวัดอื่นในภาคกลาง เช่น พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา และชลบุรี นั้นมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าค่อนข้างแข็งแรง และมีความหลากหลายทางเศรษฐกิจสูง เพราะในขณะที่บางจังหวัดมีแหล่งอุตสาหกรรมที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศอย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ก็ยังมีอีกมีหลายจังหวัดที่ระดับรายได้ต่อครัวเรือนต่ำกว่ากรุงเทพฯ ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีลักษณะตลาดที่แตกต่างออกไป เนื่องจากอีสานเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ โดยคนส่วนใหญ่มักเลือกซื้อสินค้าโดยพิจารณาจากราคา (price-sensitive) มักนิยมสินค้าไทยและการซื้อขายแบบไม่เป็นทางการ (informal trade) มากกว่าเมืองใหญ่ ส่วนเชียงใหม่มีลักษณะคล้ายตลาดเมืองรอง (secondary urban market) มากกว่า ภาคใต้ มีตลาดที่มีความเฉพาะตัวเช่นกัน เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากเป็นชาวมุสลิม และเป็นภูมิภาคที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงที่สุดในไทย หลายเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต สมุย และกระบี่มีประชากรหลายกลุ่มอาศัยอยู่ ตั้งแต่ชาวต่างชาติที่มาพำนักในไทยระยะยาว นักท่องเที่ยว ไปจนถึงคนไทยที่เดินทางมาอาศัยอยู่ชั่วคราว ซึ่งล้วนแล้วแต่มีพฤติกรรมการบริโภคที่แตกต่างจากประชากรที่อยู่อาศัยถาวรมาก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวจึงควรถูกมองเป็นกลุ่มเฉพาะของตนเอง เพราะการแบ่งส่วนตลาดสำหรับการท่องเที่ยว (tourism market segmentation) มีฤดูกาลการใช้จ่าย รูปแบบการใช้จ่าย และช่องทางการขายที่แตกต่างจากพื้นที่ของผู้อยู่อาศัยทั่วไปอย่างชัดเจน การกำหนดว่าธุรกิจต้องการมุ่งไปที่ตลาดนักท่องเที่ยว ตลาดผู้อยู่อาศัย หรือทั้งสองตลาดพร้อมกันจึงควรถูกวางแผนก่อนเริ่มการดำเนินงาน

ท้ายที่สุด การแบ่งส่วนตลาดตามภูมิศาสตร์ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะสูงวัยเร็วกว่ากรุงเทพฯ เนื่องจากประชากรวัยทำงานจำนวนมากย้ายไปในเมืองหลวง ทำให้พื้นที่เหล่านี้เหลือสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการสินค้า บริการ และช่องทางการซื้อขายที่แตกต่างออกไป

การแบ่งส่วนตลาดตามประชากรศาสตร์

การแบ่งส่วนตลาดตามประชากรศาสตร์ (Demographic segmentaton) ในประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากกว่าที่โมเดลการตลาดระดับโลกเคยคาดการณ์ไว้

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือการเติบโตของ Silver Economy หรือเศรษฐกิจผู้สูงวัย ประเทศไทยเข้าสู่สถานะ “สังคมสูงวัย” อย่างเป็นทางการในปี 2024 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 14 ล้านคน หรือราว 20% ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าภายในปี 2033 สัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% [3]

การใช้จ่ายของผู้สูงอายุมีมูลค่า 2.18 ล้านล้านบาทในปี 2023 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2033 [3] คนกลุ่มนี้จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุดของประเทศ โดยการใช้จ่ายกระจุกตัวในหมวดสุขภาพ อาหาร ที่อยู่อาศัย และบริการทางการเงิน ซึ่งผิดคาดไปจากการคาดเดาของตลาดตะวันตก เพราะเป็นหมวดสินค้าที่มีการนำเทคโนโลยีและเน้นการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ แต่กลับได้รับความสนใจจากผู้สูงอายุในไทย 

ในอีกด้านหนึ่งของโครงสร้างอายุ Gen Z และ Gen Alpha มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านวิดีโอสั้นและ social commerce เป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับความจริงใจของแบรนด์ (authenticity) และการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน (peer validation) มากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม [4]

ระหว่างสองช่วงวัยนี้คือ ประชากรชนชั้นกลาง แม้ว่าชนชั้นกลางของไทยจะขยายตัวอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ยังคงมีอยู่อย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันอาจมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างมาก บางคนมีความต้องการบริโภคสินค้าแบบพรีเมียมเพื่อสะท้อนสถานะทางสังคม ขณะที่บางคนกลับมีความอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก ในตลาดไทย ผู้บริโภคในย่านเดียวกันอาจมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับ Psychographic Profile มากกว่าระดับรายได้ ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมในบทความนี้ 

สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับ พฤติกรรมผู้บริโภคไทยบนแพลตฟอร์ม LINE, TikTok และโซเชียลคอมเมิร์ซ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทวิเคราะห์ Consumer Behavior in Thailand ของเรา

การทำความเข้าใจ segmentation คือ จุดเริ่มต้นของการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ

การแบ่งกลุ่มตามหลักจิตวิทยาในประเทศไทย

 

การแบ่งส่วนตลาดตามพฤติกรรมผู้บริโภค

การแบ่งส่วนตลาดตามพฤติกรรมผู้บริโภค (Behavioural segmentation) จำเป็นต้องพิจารณาลักษณะเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งที่การวิเคราะห์ทั่วไปมักไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุม โดยช่องว่างดังกล่าวเห็นได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย 

LINE มีผู้ใช้งานชาวไทยประมาณ 50 ล้านคน และทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมั่นระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในเส้นทางการตัดสินใจซื้อมากกว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับค้นหาคอนเทนต์ ธุรกิจในไทยมักใช้ LINE Official Account สำหรับการบริการลูกค้า โปรแกรมสมาชิก หรือการสื่อสารหลังการขาย ส่งผลให้การโต้ตอบระหว่างผู้ค้ากับผู้ขายจึงมีมากในแพลตฟอร์มนี้ ดังนั้น การที่แบรนด์มองข้าม LINE ในการแบ่งส่วนตลาดตามพฤติกรรม ก็ไม่ต่างจากการมองข้ามแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคใช้ยืนยันการตัดสินใจซื้อ หรือเปลี่ยนใจไปเลือกอย่างอื่น

ในทางกลับกัน TikTok Shop สะท้อนพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ การซื้อแบบฉับพลัน (impulse purchasing) ที่เกิดจากจากการดูคอนเทนต์ มากกว่าการตั้งใจค้นหาสินค้าแต่แรก ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีผลการดำเนินงานของ TikTok Shop สูงที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง [4] โดยในปี 2024 ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโต 14% มีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท [5] และ TikTok Shop ก็กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายเดิมอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคไม่ได้เข้าไปค้นหาสินค้า แต่กลับค้นพบสินค้าที่ตนเองไม่เคยคิดว่าต้องการซื้อมาก่อน นั่นทำให้แพลตฟอร์มนี้ต้องใช้ทั้งกลยุทธ์คอนเทนต์และการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต่างจากแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคต้องค้นหาสินค้าตามความต้องการตนเอง

ขณะที่ Shopee และ Lazada ทำหน้าที่คล้ายพื้นที่เปรียบเทียบราคา มักมียอดขายหลักมาจากแคมเปญเมก้าเซล [5] สำหรับแบรนด์ที่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ด้าน เสถียรภาพของราคา การจัดให้ลูกค้าบนแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นกลุ่มพฤติกรรมเฉพาะและออกแบบกลไกโปรโมชั่นเฉพาะช่องทางดังกล่าว อาจเหมาะสมกว่าการใช้โครงสร้างราคาเดียวกันทุกช่องทาง

นอกจากนี้ พฤติกรรมการชำระเงิน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เช่น กลุ่มผู้บริโภคที่ใช้บริการ ผ่อนชำระหรือ buy-now-pay-later (BNPL) ซึ่งช่วยให้เข้าถึงสินค้าระดับพรีเมียมที่อาจไม่สามารถซื้อได้ในครั้งเดียว กลุ่มนี้กำลังเติบโต และมีรูปแบบพฤติกรรมแตกต่างจากผู้ซื้อที่ชำระเงินสดหรือจ่ายเต็มจำนวนทันทีอย่างชัดเจน

การแบ่งส่วนตลาดตามจิตวิทยาของผู้บริโภค

การแบ่งส่วนตลาดตามจิตวิทยาของผู้บริโภค (Psychographic segmentation) เป็นสิ่งที่โมเดลการแบ่งส่วนตลาดทั่วไปไม่สามารถอธิบายบริบทของประเทศไทยได้อย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพราะแนวคิดเหล่านั้นผิด แต่เพราะค่านิยมที่กำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยมีลักษณะเฉพาะตัว

“เกรงใจ” ซึ่งหมายถึงความต้องการที่จะไม่สร้างความลำบากใจหรือความไม่สบายใจให้ผู้อื่น ซึ่งค่านิยมนี้ไม่มีคำเทียบตรงในวัฒนธรรมตะวันตก ประสบการณ์เชิงลบเกี่ยวกับสินค้าและบริการมักถูกรายงานน้อยกว่าความเป็นจริง ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการร้องเรียนต่อสาธารณะ และการเปลี่ยนแบรนด์มักเกิดขึ้น อย่างเงียบ ๆ นั่นหมายความว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ดูเหมือนพึงพอใจจากผลสำรวจ อาจกำลังเตรียมเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นอยู่ก็ได้ วิธีการวิจัยที่พึ่งพาการตั้งคำถามโดยตรงเพียงอย่างเดียว โดยไม่ใช้เทคนิคเชิงอ้อม (projective techniques) จึงอาจไม่สามารถตรวจจับพฤติกรรมลักษณะนี้ได้อย่างแท้จริง

“ภาพลักษณ์ทางสังคม” ซึ่งทำหน้าที่ทั้งในฐานะกลไกทางสังคมและแรงขับในการตัดสินใจซื้อ ในประเทศไทย ความต้องการบริโภคสินค้าพรีเมียม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความหมายทางสังคมของแบรนด์เช่นกัน ผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลางอาจจัดสรรสัดส่วนรายจ่ายเพื่อสินค้าที่สะท้อนสถานะทางสังคมสูงกว่าปกติ ขณะที่ผู้บริโภคอีกกลุ่มซึ่งมีระดับรายได้ใกล้เคียงกันกลับให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ทั้งสองกลุ่มนี้อาจอยู่ใน กลุ่มประชากรศาสตร์เดียวกัน แต่มี Psychographic Profile ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นการแบ่งส่วนตลาดตาม ระดับรายได้เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแยกความแตกต่างนี้ได้

“ความสนุก” ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมผู้บริโภคไทย ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ ผู้บริโภคไทยมากกว่า 88% ตัดสินใจซื้อจากคอนเทนต์ที่ไม่ได้ขายของโดยตรง [4] จึงไม่แปลกนักที่คอนเทนต์ในรูปแบบความบันเทิงมักได้ผลมากกว่าคอนเทนต์เชิงข้อมูลเพียงอย่างเดียว

สุดท้าย ความรู้สึก “ภูมิใจในความเป็นไทย” ก็เป็นตัวแปรสำคัญในการแบ่งส่วนตลาด โดยผู้บริโภคไทยกว่า 91% รู้สึกภูมิใจเมื่อเห็นแบรนด์ไทยประสบความสำเร็จในระดับสากล และ 47% มีแนวโน้มเลือกสินค้าแบรนด์ไทย [4] 

สำหรับแบรนด์ต่างประเทศที่ไม่คิดว่าปัจจัยนี้สำคัญ อาจกำลังมองข้ามความแตกต่างเชิงจิตวิทยาของผู้บริโภคที่มีผลต่อกลยุทธ์การวางตำแหน่งแบรนด์

การวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาดและการวิจัยแบบคลัสเตอร์

การแบ่งส่วนตลาดจะสร้างคุณค่าจริงได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนจากการตั้งสมมติฐาน ไปสู่การใช้หลักฐานจากข้อมูลจริง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการวิเคราะห์แบบคลัสเตอร์ (cluster analysis) 

การทำ cluster analysis จะทำให้เห็นกลุ่มผู้บริโภคที่การตลาดแบบตั้งสมมติฐานมักมองไม่เห็น โดยสามารถใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจหรือพฤติกรรมผู้บริโภค แล้วให้ข้อมูล จัดกลุ่มตัวเองตามรูปแบบที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่กำหนดโครงสร้างล่วงหน้า เช่น ในกรณีของไทยที่พบว่ามีทั้งกลุ่มผู้สูงอายุที่อ่อนไหวต่อราคา และกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความต้องการสินค้าพรีเมียมอยู่ในช่วงอายุเดียวกัน ซึ่งตัวแปรประชากรศาสตร์แบบพื้นฐานไม่สามารถอธิบายได้ หรือกลุ่มผู้บริโภคที่มุ่งซื้อสินค้าจากแค่ TikTok มาก ซึ่งไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่สามารถพบได้จากตารางวิเคราะห์ไขว้ (cross-tab) ระหว่างอายุและรายได้ แต่ต้องปล่อยให้ข้อมูลแสดงรูปแบบของมันเอง 

โดยบริการวิจัยเชิงปริมาณของ Iconic Research ให้ความสำคัญกับกระบวนการนี้ตั้งแต่การออกแบบแบบสำรวจ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบคลัสเตอร์ ไปจนถึงการตีความเชิงกลยุทธ์

ตัวอย่างการแบ่งส่วนตลาด (ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อองค์กร) ต่อไปนี้สะท้อนให้เห็นถึง ช่องว่างระหว่างการแบ่งกลุ่มที่ตั้งสมมติฐานไว้กับสิ่งที่ข้อมูลจริงเปิดเผย

  • แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แบ่งกลุ่มผู้บริโภคตามระดับรายได้และความเป็นเมือง/ชนบท โดยคาดว่าตลาดหลักจะเน้นสินค้าที่มีอ่อนไหวต่อราคา และตลาดรองจะเน้นสินค้าพรีเมียมในเมืองใหญ่ แต่ผลการทำ cluster analysis พบ กลุ่มที่สาม คือผู้บริโภคสูงวัยในพื้นที่ชนบทที่มีความภักดีต่อแบรนด์สูงและมีกำลังซื้อระดับปานกลาง ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อไม่ตรงกับโมเดลที่คาดการณ์ไว้
  • แบรนด์แฟชั่นค้าปลีก เชื่อว่ากลุ่ม Gen Z ในกรุงเทพฯ คือกลุ่มลูกค้าหลัก แต่ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริงกลับพบว่า ยอดซื้อส่วนใหญ่มาจากผู้หญิงอายุ 28–38 ปีในเมืองขนาดกลางต่างจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบรนด์ไม่สามารถเข้าถึงได้ดี เนื่องจากกลยุทธ์ครีเอทีฟเน้นกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง
  • ผู้ให้บริการทางการเงินรายหนึ่ง ใช้การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามระดับรายได้ เพื่อหากลุ่มเป้าหมายสำหรับผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม แต่เมื่อทำการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยาผู้บริโภคเพิ่มเติม กลับพบว่า ความเต็มใจที่จะจ่าย ถูกอธิบายได้ดีกว่าด้วยระดับความใส่ใจต่อภาพลักษณ์ทางสังคม (face-consciousness) มากกว่าระดับรายได้ นั่นหมายความว่า แม้บริษัทจะเลือกช่วงรายได้ของลูกค้าได้ถูกต้อง แต่กลับเลือกโปรไฟล์ด้านทัศนคติและค่านิยมของผู้บริโภคผิด

การแบ่งส่วนตลาดและการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

การแบ่งส่วนตลาดสามารถระบุได้ว่า มีผู้บริโภคกลุ่มใดอยู่ในตลาดบ้าง ขณะที่การแบ่งส่วนตลาดร่วมกับการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (market segmentation and targeting) สามารถช่วยตัดสินใจได้ว่าควรเลือกมุ่งไปที่กลุ่มใด และควรให้ความสำคัญกับกลุ่มใดก่อน

เกณฑ์ในการกำหนดกลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาด

ในประเทศไทย การตัดสินใจเลือกกลุ่มเป้าหมายควรถูกประเมินจาก 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่

  1. ขนาดของกลุ่ม (segment size)
  2. ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility)
  3. แนวโน้มการเติบโต (growth trajectory)
  4. ความสอดคล้องกับศักยภาพของแบรนด์ (fit with the brand’s capabilities)

เกณฑ์เหล่านี้เป็นตัวกำหนดว่ากลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาดใดสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ระบุว่ามีกลุ่มผู้บริโภคใดอยู่ในตลาด

ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility) เป็นปัจจัยที่แบรนด์ต่างประเทศมักประเมินความสำคัญต่ำกว่าความเป็นจริง กลุ่มตลาดบางกลุ่มอาจมีขนาดใหญ่ แต่หากกระจุกตัวอยู่ในช่องทางการค้าแบบไม่เป็นทางการ หรือใช้งานแพลตฟอร์มที่แบรนด์ยังไม่ได้ดูแลโดยตรง แม้จะดูน่าสนใจในแง่ของขนาดตลาด แต่อาจเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้ยากในช่วงแรก  ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Silver Economy ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่การเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องใช้ทั้งกลยุทธ์ด้านการกระจายสินค้า การสื่อสาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากแนวทางที่แบรนด์ต่างประเทศส่วนใหญ่สร้างขึ้นสำหรับผู้บริโภคเมืองในกรุงเทพฯ

การตัดสินใจเลือกกลุ่มเป้าหมายจะแม่นยำมากขึ้นเมื่อทำควบคู่กับ การวิเคราะห์ภาพรวมของการแข่งขัน (competitive landscape) โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Competitor Analysis Guide สำหรับตลาดไทยของเรา

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญมากในไทย ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตของแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น กลุ่มพฤติกรรมผู้บริโภคใน TikTok Shop มักมีอายุน้อยและมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อแบบฉับพลัน ขณะที่กลุ่ม Silver Economy มีอายุมากกว่าและมีแนวโน้มตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ ทั้งสองกลุ่มกำลังเติบโตพร้อมกัน ดังนั้นการกำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยพิจารณาจากแค่ขนาดตลาดในปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงแนวโน้มการเติบโต อาจจะเป็นกลยุทธ์ใช้ได้แค่กับปีนี้ แต่ใช้ไม่ได้กับอีกสามปีข้างหน้า

ในหลายกรณี ช่องว่างระหว่างสิ่งที่คาดการณ์กับพฤติกรรมจริงของตลาดถูกอธิบายได้ด้วยการทำวิจัย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อระบุโครงสร้างของกลุ่มผู้บริโภค และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจกลไกทางวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างเหล่านั้น

สรุป

การแบ่งส่วนตลาด (market segmentation) ให้ได้ประสิทธิภาพในไทยจำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ตั้งแต่ความแตกต่างเชิงภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะ Silver Economy และ Gen Z ความแตกต่างของพฤติกรรมตามแพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยทางจิตวิทยาเชิงวัฒนธรรม การใช้วิธีการแบ่งส่วนตลาดทั่วไปโดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริงในทางปฏิบัติ 

Segmentation คือ กระบวนการที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด (market entry) การปรับตำแหน่งแบรนด์ (brand repositioning) และการกำหนดกลยุทธ์ช่องทางการขาย (channel strategy)ได้

Iconic Research พร้อมช่วยคุณด้วยบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในไทย (Consumer and Stakeholder Insights) และการจัดทำวิจัยเชิงปริมาณ

คำถามที่พบบ่อย

Market segmentation คืออะไร?

คือการแบ่งส่วนตลาดให้เป็นกลุ่มย่อย ๆ โดยอาศัยลักษณะร่วมกันของผู้บริโภค เช่น ประชากรศาสตร์ พฤติกรรม หรือภูมิศาสตร์ เพื่อให้สามารถออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

Market segment คืออะไร?

Market segment คือ กลุ่มของลูกค้าที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น ความต้องการ, พฤติกรรม, หรือความสนใจที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเกิดจากการแบ่งลูกค้าขนาดใหญ่ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่จัดการได้ง่ายขึ้น [5]

Behavioral market segmentation ทำงานอย่างไร?

การแบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมผู้บริโภคจะจัดกลุ่มลูกค้าตาม รูปแบบการซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty) และพฤติกรรมการใช้งานสินค้า โดยใช้ข้อมูลจากระบบ CRM และการวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล

การแบ่งส่วนตลาดตามหลักจิตวิทยา vs พฤติกรรมศาสตร์ อันไหนสำคัญกว่า?

ทั้งสองมีบทบาทสำคัญ แต่แตกต่างกันตรงที่ จิตวิทยา ให้ความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับค่านิยม ความเชื่อ บุคลิกภาพ ขณะที่ พฤติกรรมศาสตร์ เน้นที่การกระทำ เช่น ความถี่การซื้อ ความภักดี ช่องทางการซื้อ ฯลฯ โดยทั่วไปจะใช้ทั้งสองควบคู่กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด [6]

การแบ่งส่วนตลาดในประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร?

การแบ่งส่วนตลาดในประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบผสมผสาน (hybrid segmentation) ที่รวมทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมดิจิทัลและความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม พร้อมคำนึงถึง ความแตกต่างของภูมิภาคและความแตกต่างระหว่างรุ่นอายุของผู้บริโภค ซึ่งมีอิทธิพลต่อรูปแบบการบริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งอ้างอิง

[1] DataReportal. Digital 2025: Thailand. March 2025. https://datareportal.com/reports/digital-2025-thailand

[2] Mark Wide Research. Thailand Retail Market: Size, Share, Trends, Growth & Forecast 2026–2035. January 2026. https://markwideresearch.com/thailand-retail-market/

[3] Bangkok Post. Agency preps plan for the silver economy. 2025. https://www.bangkokpost.com/business/general/3148315/agency-preps-plan-for-the-silver-economy

[4] Intellify. Thailand Consumer Trends Outlook 2025. February 2025. https://www.intellifyglobal.com/thailand-consumer-trends-2025/

[5] Nation Thailand. Thai e-commerce hits 1 trillion baht milestone amid TikTok shopping boom. July 2025. https://www.nationthailand.com/business/economy/40052525

หากท่านต้องการอ้างอิงข้อมูลใด ๆ จากบทความนี้ โปรดอ้างอิงแหล่งที่มาพร้อมลิงก์ไปยังบทความต้นฉบับเพื่อเป็นการเคารพลิขสิทธิ์

ไอคอนนิค รีเสิร์ช ประเทศไทย


เราคือพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของท่านในด้านการวิจัยตลาดและให้คำปรึกษาทั่วประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เรามีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ และยังให้บริการไปถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลาว และเวียดนาม เราให้บริการข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัย และช่วยเหลือธุรกิจต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาความซับซ้อนของตลาดในประเทศไทย ด้วยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด และการคาดการแนวโน้มของธุรกิจอันหลากหลาย


ติดต่อเราหากท่านมีข้อสงสัย!


info@iconicthai.com

‪(+66)888954954

ติดต่อเรา

เรามองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ มาพูดคุยกับเรา!

โพสต์ที่คล้ายกัน

KOL คือ: วิธีวิจัย selection และวัดผลแคมเปญ KOL

KOL คือผู้เชี่ยวชาญที่มีอิทธิพลจากความน่าเชื่อถือและความรู้เฉพาะทาง ไม่ใช่แค่ยอดผู้ติดตาม บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง KOL และ influencer วิธีวิจัย KOL selection ในประเทศไทย และการวัด brand impact ที่ platform metrics เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนได้

19 นาทีในการอ่าน
Brand Positioning คือ: วิธีวิจัยและปกป้องตำแหน่งแบรนด์ในตลาดไทย

Brand positioning research ช่วยให้แบรนด์เข้าใจว่า consumer perception ตรงกับ positioning ที่ตั้งใจไว้หรือไม่ พร้อมอธิบาย perceptual map, brand repositioning และการแข่งขันจาก Chinese challengers ในตลาดไทย

20 นาทีในการอ่าน
Brand Identity คือ: วิธีวิจัยว่าแบรนด์ของคุณหมายความว่าอะไรในใจผู้บริโภค

Brand identity คือสิ่งที่แบรนด์ตั้งใจสื่อ ส่วน brand image คือสิ่งที่ผู้บริโภครับรู้จริง บทความนี้อธิบายวิธีทำ brand identity research และ audit ผ่าน Brand Identity Prism เพื่อวัดช่องว่างระหว่าง identity กับ perception รวมถึงเหตุใดบริบทวัฒนธรรมและ competitive pressure ในประเทศไทยจึงทำให้การสร้าง brand identity ที่แตกต่างต้องอาศัยงานวิจัยมากกว่า framework มาตรฐาน

17 นาทีในการอ่าน
ดูทั้งหมด